การเก็บรักษาเนื้อหมูสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและ
หลักการจัดเก็บเนื้อสัตว์ไว้ใช้ได้นานๆ รวมถึงวิธีนำออกไปใช้อย่างชาญฉลาด มีอยู่ 4 ข้อดังนี้
ข้อนี้หลายคนน่าจะรู้อยู่แล้ว การจะเก็บของให้สดใหม่เสมอ แปลว่าของที่ซื้อมา ต้องสดใหม่ตั้งแต่ต้น เช่น เลือกเนื้อหมูที่มีสีอมชมพู ไม่แดงจนเกินไปหรือมีกลิ่น ควรเลือกซื้อร้านค้าที่มีใบรับรองหรือแหล่งที่มาชัดเจน
ต้องล้างทำความสะอาดให้ดีก่อนเก็บ เช่น เนื้อหมู ถูด้วยเกลือเพื่อให้เกล็ดเกลือขัดเอาคราบเมือกบนผิวเนื้อสัตว์ออก และความเค็มของเกลือจะฆ่าเชื้อโรคบนผิวก่อนที่เราจะจัดเก็บ
วิธีที่จะเก็บให้ได้นาน คือการแช่ตู้เย็นช่องแข็ง แต่หากไม่รู้วิธีเก็บให้ดี เนื้อสัตว์ก็จะเสียคุณภาพได้ เช่น โดนน้ำแข็งกัดจนแห้ง สีซีดลง การเก็บแบบสุญญากาศช่วยให้ผิวของเนื้อสัตว์ไม่สัมผัสกับความเย็นโดยตรงทำให้ไม่แห้ง ดังนั้นจึงควรให้ถุงซิปล็อกหรือพลาสติกแรปแนบไปกับผิวเนื้อสัตว์ มีเทคนิคง่ายๆ ก็คือนำถุงซิปล็อกไปแช่ในน้ำ น้ำด้านนอกจะดันพลาสติกให้แนบไปกับเนื้อสัตว์ที่ใส่อยู่ข้างในโดยธรรมชาติ ถือเป็นการไล่อากาศออกเองโดยที่เราไม่ต้องพยายามอะไรเลย หลังจากนั้นก็รูดปิดถุงซิปล็อกได้เลย
ถ้าเราซื้อเนื้อสัตว์ชิ้นโตๆ มาเป็นกิโลฯ เพื่อจะนำมาเก็บ แนะนำว่าอย่าเก็บเป็นก้อนใหญ่ๆ ไหนจะกินพื้นที่ตู้เย็น และเวลาจะกินทีก็แสนจะลำบาก ต้องเอาออกมาละลายน้ำแข็งทั้งก้อนแบบนั้น บางทีใช้ไม่หมดก็ต้องเอากลับเข้าช่องแข็งอีก ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้เกิดเชื้อโรคได้ง่าย เพราะอุณหภูมิเนื้อสัตว์เปลี่ยนไปมา
วิธีที่เหมาะสมคือ การแบ่งให้อยู่ในปริมาณที่จะใช้แต่ละครั้ง เช่น เราประเมินว่าอยู่กัน 2 คนที่บ้าน แบ่งเนื้อหมูออกเป็นถุงละ 100-200 กรัม เก็บไว้สำหรับทำเมนูผัดต่างๆ ที่สำคัญเวลาแบ่งให้หั่นเป็นชิ้นขนาดที่จะใช้งานเลย จะได้ไม่ต้องรอละลายน้ำแข็งแล้วมาหั่นอีก จัดเก็บแบ่งเป็น portion แล้วใส่กล่องตามประเภทของเนื้อสัตว์ เพื่อให้หยิบใช้งานได้ง่าย
สำหรับอาหารแปรรูปอย่าง ไส้กรอก เบคอน เวลาซื้อมาเป็นแพ็ค ควรแยกออกมาจัดสรรสำหรับใช้งานแต่ละครั้ง เช่น เบคอนแยกม้วนทีละ 3-4 แผ่น คั่นด้วยกระดาษไขไม่ให้ติดกัน นอกจากนี้การเก็บเนื้อสัตว์ให้อยู่ในลักษณะถุงแบนๆ ก็จะช่วยให้ละลายน้ำแข็งได้ง่ายขึ้น